Archives

All posts by Erik Stephens

เมื่อเรากล่าถึง ชาวยุโรปนั้นภาพจำที่เรานึกถึง คือคนผิวชาว ตัวสูง จมูกโด่ง ผมสีทอง และอาจคิดไปว่าชนชาวยุโรปมีวัฒนธรรมรูปแบบเดียวแต่ความเป็นชาวยุโรปมีความหลากหลายมากกว่านั้น เช่นเดียวกับที่เมื่อเราพูดถึงเอเชีย วัฒนธรรมระหว่างไทย จีน ญี่ปุ่น ก็มีความแตกต่างกัน

ทวีปยุโรปนั้นมีขนาดกว้างใหญ่พื้นที่ 10,180,000 ตร.กม. และมีภูมิประเทศที่แตกต่างกันออกไป ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างๆก็มีเชื้อชาติที่แตกต่างกันออกไป   ทวีปยุโรป แบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาคใหญ่ ๆ ได้แก่  ยุโรปเหนือ   ยุโรปตะวันตก    ยุโรปตะวันออก   ยุโรปใต้   ปัจจุบันทวีปยุโรป มีประชากรราว 799,566,000 คน

ลักษณะวัฒนธรรมของทวีปยุโรปจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและเชื้อชาติของประชากรในแต่ละประเทศ  และความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชาวยุโรป  สืบเนื่องและสอดคล้องกับ คริสต์ศาสนาที่มีหลากหลายนิกาย อาทิ นิกายโรมันคาทอลิก เป็นศาสนาของกลุ่มประชากรผู้ใช้ภาษาโรแมนซ์หรือภาษาละติน   ส่วนนิกายโปรเตสแตนต์ เป็นศาสนาของกลุ่มประชากร  ในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร  และนิกายออร์โธดอกซ์  เป็นศาสนาของประชากรในประเทศคาบสมุทรบอลข่านและยุโรปตะวันออก เช่น กรีซ บัลแกเรีย มาซิโดเนีย ยูโกสลาเวีย โรมาเนีย รัสเซีย ยูเครน ฯลฯ

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชาวยุโรป

เราจะพบว่าชาวยุโรปมีการสะท้อนวัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน ออกมาทางการแต่งกาย ภาษา อาหารการกิน ขนบธรรมเนียมในการดำเนินชีวิต คติความเชื่อ แต่ทั้งนี้ก็มีลักษณะร่วมบางประการที่มีความคล้ายคลึงกัน

ยกตัวอย่างแรก ความแตกต่างของ  ภาษา   ภาษาในทวีปยุโรปเป็นตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน นั้นแบ่งออกเป็น  3 กลุ่ม กลุ่มแรกภาษาเยอร์มานิก เป็นภาษาของประชากรในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร บางส่วนของเบลเยียม    กลุ่มที่สองภาษาโรแมนซ์ หรือภาษาละติน เป็นภาษาของประชากรในประเทศอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส โปรตุเกส โรมาเนียและกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มภาษาสลาวิก เป็นกลุ่มของประชากรในประเทศตอนกลางและตะวันออกของยุโรป คาบสมุทรบอลข่าน ลัตเวีย ลิทัวเนีย เบลารุส มอลโดวา ยูเครน รัสเซีย

วัฒนธรรมที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนของ ประชากรที่อาศัยอยู่ใน ยุโรปตอนเหนือ  คือ การแต่งกายในสมัยก่อน ชาวยุโรปตอนเหนือจะถูกเรียกว่า ชาวบาบาเรียน (Northern Barbarians) จะใส่เสื้อผ้า คล้ายกับชาวเปอร์เซีย ผู้หญิงจะใส่ Tunic ยาวบ้างสั้น บ้าง สวมกระโปรงชั้น ใน (Petticoat) หรือเครื่องรัดสะโพก ใช้ผ้าคลุมไหล่แล้วกลัดด้วยเข็มกลัด คาดเข็มขัดรัดใต้อก มีเครื่องประดับมากชิ้น อาทิ เครื่องประดับ มีเข็มกลัด หัวเข็มขัด ปิ่นปักผม สร้อยคอ แถบคอเสื้อ ทำจากโลหะผสม ทองแดง ดีบุก และทองคำ  ซึ่งในปัจจุบันการแต่งกายของชาวยุโรปทั้งหมดได้กลายเป็นแบบแผนเดียวกันคือการแต่งกายด้วยชุดสากลตามสมัยนิยม

ส่วนอาหาร ยังคงเป็นวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน  จะพบว่า สเต็กและเนื้อแล่เป็นแผ่นเป็นอาหารที่พบได้ทั่วไปในยุโรปทุกภูมิภาค  มีการรับประทาน ชีส ในหลากหลายรูปแบบและมี ขนมปังจากแป้งสาลีเป็นแหล่งของแป้งที่สำคัญ  และพบว่าหลายประเทศมีวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร 6 มื้อ ประกอบด้วย มื้อเช้า   มื้อว่างเช้า  มื้อกลางวัน  มื้อว่างบ่าย  มื้อเย็น  และ มื้อค่ำ

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชาวยุโรปบางส่วน ยังมีรายละเอียดที่น่าศึกษาอีกมากหากใครสนใจที่จะศึกษาอย่างละเอียดสามารถศึกษาได้จากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับยุโรปศึกษา

ในสังคมของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ “การบวช” นั้นถือเป็นหนึ่งสิ่งปฏิบัติที่ยึดถือกันมานาน โดยนิยมให้บุตรชายที่อายุครบ 20 ปี ได้เข้าสู่การอุปสมบท เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา การบวชในรูปแบบนี้อาจกินเวลา  15 วัน  1  เดือน หรือ  1 พรรษา  ถึงแม้ว่า จะดำรงภาวะของความเป็นนักบวช เพียงชั่วระยะเวลาอันเล็กน้อย แต่ในระยะเวลาไม่นานนี้ผู้ที่ได้เปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นบรรพชิต จะได้เรียนรู้พระธรรมวินัย และเป็นเสมอเครื่องหมายว่าได้ก้าวข้ามไปสู่ความสมบูรณ์ ทั้งนี้มีความเชื่อสืบเนื่องกันว่า คนที่ยัง ไม่ได้บวชเรียน เป็นคนที่ไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นผู้ที่ยังไม่ควรแก่การครองเรือน จึงเป็นที่มาของธรรมเนียมนิยมคือ “การบวชก่อนเบียด”

              การบวชเป็นพระภิกษุ ถ้ากล่าวกันตามประเพณีที่มีมา เรามักจะได้ยินกันว่า บวชเพื่อทดแทนพระคุณพ่อแม่ แต่ถ้ามองในที่ลึกซึ่งลงไปอีกการบวช นั้นเพื่อแก้ไขนิสัยไม่ดีของตัวเอง การบวชถือว่าเป็นการอบรมบ่มนิสัยให้ดีมีศีลธรรม จึงกล่าวได้ว่าการบวชถือว่า เป็นประเพณีที่จำเป็นสำหรับลูกผู้ชายไทยที่นับถือศาสนาพุทธทุกคน

ความสำคัญของการบวช

หากพิจารณากันให้รอบด้าน “การบวช” เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาของคนไทยที่นำประโยชน์หลายประการมาสู่ตัวของผู้บวช  ครอบครัว และสังคม อันประกอบด้วย

ช่วงวัย 20 ปี ถือเป็นวัยคึกคะนอง ชายในวัยนี้มักเลือดร้อน หากได้บวชอยู่ในร่มเงาของผ้ากาสาวพัตร์ก็ช่วยประกันภัยต่าง ๆ ได้พอสมควร โดยเฉพาะภัยที่เกิดจาก การทะเลาะวิวาท การขาดสติ ทั้งนี้ผู้ที่เข้ารับการอุปสมบท จะเป็นผู้สืบทอดอายุพระศาสนา  และทำให้มีโอกาสได้ซึมซับคำสอนมากขึ้น อันจะช่วยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในภายหน้าสืบต่อไป  ระหว่างที่อยู่ในเพศบรรพชิต จะมีกระบวนการกล่อมเกลาให้พระภิกษุเป็นผู้มีความสะอาดทางกาย ทางวาจาและ ทางใจ งดเว้นจากความชั่วทางกาย วาจา  เว้นจากการเบียดเบียนตน และ ผู้อื่น ให้ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน

การบวชยังมีกุศโลบาย ที่นำเอาความเชื่อที่ว่า กุศลของการบวชนั้นจะทำให้ พ่อแม่ได้ “เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์”  ทั้งนี้เพราะเมื่อลูกชายไปบวช คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ หรือเป็นญาติ ๆ ก็มักจะมีโอกาสได้ทำบุญบ่อยขึ้น เช่น การตักบาตร การเข้าวัดไปถวายเพลพระลูกชาย

เชื่อว่า ผู้ที่มาบวช ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีบุญมาก ต้องสั่งสมบุญกันมาข้ามภพ ข้ามชาติ เมื่อบารมีมากขึ้นก็มีโอกาสมาบวชใน บวรพุทธศาสนา ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่พิธีอุปสมบทนั้น ต้องทีการเตรียมความพร้อมในหลายประการ กระบวนการนี้ก็จะทำให้ผู้ที่มีความประสงค์จะบวช ซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ที่มีสถานะเป็น อุปสัมปทาเปกข์ หรือ นาค  ต้องเตรียมตนเองให้สมบูรณ์ อาทิ  ฝึกท่องคำบาลีหรือที่เรียกกันว่าขานนาคให้คล่อง การเตรียมกายและใจให้ผ่องแผ้ว จัดการกับกิจธุระในทางโลก ให้หมดกังวล

การนับถือศาสนาถือว่าเป็นความเชื่อและการปฏิบัติของคนที่อยู่ในสังคมบนโลกใบนี้ซึ่งศาสนานั้นก็เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้มนุษย์นั้นรู้จักผิดชอบชั่วดีบางคนอาจจะคิดว่าการนับถือศาสนาแต่ละศาสนานั้นวัตถุประสงค์ก็คือต้องการที่จะให้คนเป็นคนดีฉะนั้นไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดก็ตามหากคำสอนคือการทำให้คนเป็นคนดี ก็ถือว่าศาสนานั้นเป็นสิ่งที่ดี

ปัจจุบันนี้ศาสนาหลักๆ ในโลกมีด้วยกัน 3 ศาสนาซึ่งจะแบ่งออกเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีแค่ 3 ศาสนาเท่านั้นยังมีอีกหลายศาสนาที่ยังคงมีผู้นับถือกันอยู่แต่ด้วยความที่บนโลกใบนี้นั้นมีผู้นับถือศาสนาทั้งสามนี้เป็นหลักเราจึงอยากซื้อให้เห็นถึงการนับถือแต่ละศาสนาว่ามีดีอย่างไรบ้าง

การนับถือศาสนาพุทธนั้นก็แบ่งออกเป็นอีกหลากหลายนิกายไม่ว่าจะเป็นนิกายเถรวาท หรือว่าจะเป็น นิกายมหายาน ก็ขึ้นอยู่กับคำสอนของแต่ละนิกายว่าให้มนุษย์นั้นเดินไปทางด้านใด ซึ่งสิ่งสำคัญที่เป็นหลักคำสอนของศาสนาพุทธนั้นก็คือการทำความดีละเว้นความชั่วสิ่งใดที่ถือว่าพัฒนาจิตใจให้ทำแต่ความดีไม่อิจฉาริษยาไม่พูดจาโกหกมดเท็จไม่กระทำผิดก็ถือว่าเป็นคำสอนทางด้านพระพุทธศาสนานอกจากนี้ศาสนายังช่วยจรรโลงจิตใจให้คนนั้นรู้จักมีสติคิดวิเคราะห์ก่อนการตัดสินใจ และที่สำคัญคือศาสนาพุทธสอนให้รู้จักปลงและเข้าถึงนิพพานได้อย่างเร็วที่สุดเพื่อที่จะรู้ว่าชีวิตนี้นั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง

Religion confusion

ส่วนผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นั้นก็มักจะนับถือเพื่อบรรลุความต้องการของพระเจ้าที่ลงมาเพื่อสร้างความสุขให้แก่มวลมนุษย์ฉะนั้นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ก็มักจะต้องการความสุขในการใช้ชีวิตให้มากที่สุดซึ่งก็แล้วแต่ว่าการดำเนินชีวิตที่จะพบความสุขนั้นจะต้องดำเนินไปอย่างไร บางครั้งคนที่นับถือศาสนาคริสต์อาจจะใช้ดนตรีในการเจริญจิตใจให้พบแต่ความสุขซึ่งก็ถือว่าเป็นข้อดีและบทสวดที่ช่วยให้คนตื่นรู้ เข้าใจ ก็ถือว่ามีส่วนดีเช่นเดียวกัน

และศาสนาอิสลามจะทำตามคำสอนเกี่ยวกับเรื่องของการทำความดีเช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆและประพฤติตามคำสอนของพระเจ้าที่สร้างมนุษย์เพื่อให้เกิดมาเพื่อกระทำสิ่งที่ดีๆต่อโลกใบนี้ซึ่งจะมีคําสอนในพระคัมภีร์ เพื่อให้มนุษย์ได้ทำตามหลักการความเชื่อของอิสลามที่ถูกต้องและทำสิ่งที่ดีๆต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและรู้จักเคารพภักดีต่อพระเจ้าพระองค์เดียวซึ่งถือว่าเป็นความเชื่อของคนที่นับถือศาสนานี้

การนับถือศาสนาต่างๆข้างต้นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครอยากนับถือ และเชื่อในสิ่งใด แต่เชื่อหรือไม่ว่าทุกศาสนาก็สอนให้คนเป็นคนดีนั่นเอง

ภาษาอังกฤษ  ทวีความสำคัญขึ้นทุกขณะ ยิ่งในโลกที่เปิดกว้าง และพร้อมให้คุณเรียนรู้สิ่งต่างๆจากทั่วทุกมุมโลก  การเข้าใจและใช้ภาษาอังกฤษได้ดีย่อมทำให้คุณเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆได้มากขึ้น  คงไม่เกินจริงหากเราจะบอกว่า ภาษาอังกฤษ คือ กุญแจที่ไขให้คุณออกไปพบโลกที่กว้างขึ้น

การใช้ภาษาอังกฤษนั้นมีหลากหลายระดับ ตั้งแต่ การใช้ในชีวิตประจำวัน การใช้เพื่อสื่อสารในการทำงาน ไปจนถึงการใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ  เพื่อให้การใช้ภาษาอังกฤษเป็นไปตามวัตถุประสงค์คุณจึงควรฝึกฝน และเมื่อฝึกฝนได้ดีแล้วก็ควรที่จะทำการทดสอบระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของคุณด้วยข้อสอบมาตรฐาน

วันนี้เราจะมาพูดถึงการสอบ  IELTS ออกเสียงว่า  “ไอเอลส์” เป็นการรวมตัวของอักษรย่อที่มาจากคำว่า International English Language Testing System การสอบ IELTS เป็นการทำข้อสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ประกอบด้วย ทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถของผู้สมัครที่ต้องการเรียนหรือทำงาน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร

ข้อสอบ IELTS ออกแบบการทดสอบโดย  3 องค์กร คือ    IELTS Australia, British Council และ Cambridge English Language Assessment

มาเริ่มต้นทำความรู้จัก กับการสอบ IELTS กันเถอะ

ผลการสอบ IELTS ได้เป็นที่ยอมรับในประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ www.ielts.idp.co.th รวมทั้งยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมทั้งใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานในประเทศต่างๆ กว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุมทั้งองค์กรภาครัฐ สถานศึกษา และสถาบันชั้นนำใน 140 ประเทศ เช่น ประเทศไทย ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นบททดสอบภาษาอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการยอมรับจากกองตรวจคนเข้าเมืองในหลายๆ ประเทศ

ปัจจุบันการสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  คือ เพื่อการศึกษาต่อ (Academic Modules)

เป็นการทดสอบความพร้อมเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก  และ เพื่อการฝึกอบรม (General Training Modules)  สำหรับผู้ที่วางแผนใช้ภาษาเพื่อการฝึกอบรมหรือ ทำงานในต่างประเทศที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อสอบจะใช้วัดความรู้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐาน และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศนิวซีแลนด์ หรือประเทศออสเตรเลีย

สำหรับผลการทดสอบ  ผู้สอบจะได้รับใบรายงานผลการสอบโดยแยกเป็นแต่ละส่วนทั้ง 4 ทักษะ  คือ  การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ลักษณะของคะแนนในการสอบจะถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับ โดยเริ่มต้นที่ตั้งแต่ระดับที่ 1 ไปจนถึงระดับที่ 9 ซึ่งสามารถวัดระดับความรู้ความสามารถ

โดยในการสอบ จะทำการทกสอบ  การฟัง การอ่านและการเขียนในวันเดียวกันทั้งหมดโดยไม่มีการหยุดพักระหว่างการสอบ ส่วนการทดสอบการพูด  สามารถเลือกที่จะสอบวันเดียวกันในช่วงบ่ายหรือเลือกสอบในวันอื่นได้

คุณเชื่อหรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่มักจะนิยมไม่ยึดถือศาสนาใด หรือเรียกว่าเป็นคนไม่มีศาสนา เพราะศาสนานั้นเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวก็จะไม่นำศาสนานั้นเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน จากการวิจัยก็ถือว่าเป็นที่น่าตกใจมากเมื่อมีผู้ที่เรียกตนเองว่าไม่มีศาสนามากขึ้นทุกวัน

การไม่มีศาสนาหมายความว่าอย่างไร?! คนเราจะนับถือศาสนาอะไรนั้นก็หมายความว่าต้องการที่พึ่งหรือที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ถ้าคนที่คิดว่าตนเองไม่มีศาสนานั้นก็จะหมายความว่าเขาเหล่านั้นมีอิสระทางความคิดไม่ต้องการที่จะยึดเหนี่ยวสิ่งใด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลบหลู่หรือไม่เชื่อ ว่าศาสนานั้นมีจริง เพราะการนับถือศาสนา ก็เป็นเพียง การบ่งบอก ให้เห็นถึงชาติที่พันของตระกูลนั้นๆ แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามก็ได้

religion

คนที่ไม่มีศาสนานั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถจะไปโบสถ์ไปวัด หรือ จะไม่สามารถทำการละหมาดได้ แต่จะขึ้นอยู่กับว่าคุณเหล่านั้น พร้อมใจหรืออยากที่จะทำอะไรมากกว่า อย่างเช่นว่า หากคุณนับถือศาสนาคริสต์แต่ก้ออยากไปทำบุญที่วัดก็ทำได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อห้ามว่าคนศาสนาอื่นไม่สามารถที่จะไปทำกิจวัตรประจำวันของอีกศาสนาหนึ่งได้เว้นเสียแต่ว่าคุณนับถือศาสนาที่มีความเคร่งเท่านั้น และด้วยความเคร่งเหล่านี้ก็อาจจะทำให้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนไม่มีศาสนาไปได้เช่นเดียวกัน เพราะไม่อยากที่จะโดนผูกมัดให้ทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ตามใจ และไม่เป็นอิสระทางความคิดอีกด้วย

หากจะให้พูดถึงแนวโน้มของการไม่มีศาสนาของคนปัจจุบันนี้ ถือว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่ประสงค์จะมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพราะเชื่อได้ว่าการนับถือศาสนานั้นไม่ได้ช่วยให้จรรโลงจิตใจของผู้นับถือสักเท่าใดนัก และไม่ได้มีส่วนช่วยทำให้เขา มีกินมีใช้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวทั้งนั้น และผู้ที่ไม่มีศาสนาก็ไม่ใช่ว่าจะทำเรื่องเดือดร้อนให้กับคนอื่น เช่นการก่ออาชญากรรมหรือการลักทรัพย์ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ควร ไม่อยากนับถือศาสนาเพราะไม่ได้ต้องการสิ่งที่นำ มายึดเหนี่ยวให้ตัวเองนั้นต้องปฏิบัติตาม ถือว่าเป็นคนหัวก้าวหน้าที่มีความคิดเป็นของตัวเองมากกว่าเพราะฉะนั้นหากจะได้พูดถึงแนวโน้มของการไม่มีศาสนาของคนในปัจจุบันนี้ก็ถือว่ามีแนวโน้มไปในทางที่สูงขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่มักจะมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้นนั่นเอง

เดี๋ยวนี้สิ่งแวดล้อมของโลกเรานั้นเริ่มเหลือน้อยเนื่องจากถูกทำลายทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติ โดยในประเทศไทยเราสิ่งแวดล้อมถูกทำลายอย่างรวดเร็ว  และในประเทศไทยเรามีหลายพื้นที่ ที่รณรงค์ให้อนุรักษ์หรือดูแลสิ่งแวดล้อมในประเทศเราเยอะแยะมากมาย มีหลายภาคส่วนที่ดูแลสิ่งแวดล้อม และช่วยกันลดการทำลายหรือสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้ เราจึงนำวิธีการดูแลสิ่งแวดล้อมง่ายๆที่พวกเราสามารถทำกันได้มาแบ่งปันกัน

ส่วนใหญ่นั้นเรามักจะเลือกวิธีเดินรณรงค์กันมากกว่าที่จะลงมือปฏิบัติกันจริงๆ แต่เราสามารถทำได้โดยเริ่มจากการ ใช้กระดาษทั้งสองด้านก่อนจะทิ้ง เพราะคนเราส่วนใหญ่มักใช้กระดาษเขียนแค่ด้านเดียวบางทีก็เขียนไม่ถึงหนึ่งหน้ากระดาษก็ทิ้งแล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ ซึ่งกระดาษหนึ่งตันต้องใช้ต้นไม้มากถึง  17 ต้น ฉะนั้นเวลาใช้กระดาษควรใช้ให้ครบทั้งสองหน้าก่อน ถ้าบางทีเราอยากจะจดอะไรเล็กๆน้อยๆเราก็สามารถใช้กระดาษที่ยังมีที่ว่าเหลือจากการที่เราใช้เขียนแล้วนั้นมาใช้ใหม่ได้  และหนังสือพิมพ์เมื่ออ่านจบแล้วอย่าพึ่งทิ้ง เพราะกระดาษหนังสือพิมพ์ใช้รองพื้นกันเลอะเวลาเราจะทำกิจกรรมต่างๆที่จะต้องใช้สีหรือกิจกรรมบางอย่างที่เราอาจจะเปื้อน และยังช่วยเช็ดกระจกได้อีกแถมยังเช็ดสะอาดด้วย

วิธีนี้เริ่มมีคนนำมาใช้กันอย่างเต็มรูปแบบนั่นก็คือการรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติกนั่นเอง บางที่มีโรงงานสำหรับรีไซเคิลขวดพลาสติกโดยเฉพาะเลยทีเดียว แต่เราสามรถนำขวดพลาสติกที่เราใช้แล้วนั้นมา D.I.Y ได้เองที่บ้าน เช่น ทำกระถางต้นไม้เล็กๆน่ารักตกแต่งบ้านหรือคอนโด  แปลงปลูกผักจากขวดพลาสติก รั้วจากขวดพลาสติก กระปุกออมสินจากขวดพลาสติก หรือนำฝาของขวดพลาสติกแต่ละชนิดมาทำเป็นม่านหรือโมบายสวยๆได้อีกด้วย

อีกวิธีที่คนส่วนใหญ่นั้นนิยมกันก็คือ ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกและพกกระติกน้ำแทนการใช้แก้วน้ำพลาสติก จะเห็นได้ว่าในห้างสรรพสินค้าต่างๆเริ่มทำการรณรงค์การใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติก เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดถุงพลาสติกแล้วยังช่วยลดการเกิดขยะจากถุงพลาสติกอีกด้วยและการพกแก้วน้ำหรือกระติกแทนแก้วพลาสติกก็เช่นกัน แก้วน้ำหรือกระติกน้ำเราใช้เสร็จเราก็ล้างเก็บและนำมาใช้ใหม่ได้ แต่แก้วพลาสติกเราใช้แล้วก็ทิ้งนั่นก็ถือว่าเป็นการเพิ่มขยะเช่นกัน

มาถึงวิธีที่เรานั้นควรช่วยกันทั้งเพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและยังเป็นการทำเพื่อสุขภาพร่างกายเราอีกด้วย อยากให้ทุกคนลองปลูกต้นไม้โดยไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้ต้นใหญ่ ปลูกต้นไม้เล็กๆก็ได้ เพื่อสร้างบรรยากาศสดชื่นให้เราได้รับบรรยากาศดีๆแล้วยังช่วยฟอกอากาศได้ด้วย แต่ละวิธีที่นำมาแบ่งปันนั้นไม่ได้ยากเลย พวกเราทุกๆคนมาร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อมแค่นี้โลกของเราก็คงน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยค่ะ

จริง ๆ แล้วคุณแม่สามารถสร้างสรรค์จินตนาการได้ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องเลย จินตนาการทารกในครรภ์นั้นจะส่งผลไปจนโตอีกด้วย ช่วงวัยทารกนั้นก็จะมีจินตนาการต่าง ๆ มากมาย จนถึง 1 ปี ก็จะมีจินตนาการเด็กเพิ่มขึ้น ทั้งทางร่างกายและอารมณ์เลย พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของเด็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ดังนั้นมาดูกันดีกว่าว่าเด็กวัย 1 ปีนั้นมีจินตนาการเด็กอะไรบ้าง และคุณพ่อคุณแม่จะช่วยเสริมสร้างสรรค์จินตนาการเด็กได้อย่างไร

จินตนาการเด็กด้านการย่อยอาหาร
เด็กในวัยนี้จะเริ่มมีระบบการย่อยอาหารที่พัฒนามากขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมสร้างสรรค์จินตนาการเด็กเพิ่มเติมได้ด้วยการหาอาหารอย่างอื่นมาเสริมนอกจากนม ลดปริมาณนมให้น้อยลงแล้วเสริมสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น อย่างเช่นการให้ลูกทานกล้วยบด ฟักทองบด หรือเริ่มทานโจ๊กที่อาจจะต้องบดหมูให้ละเอียดมาก ๆ หน่อยเพราะระบบย่อยอาหารเพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง ในช่วงแรก ๆ เด็กอาจจะไม่ยอมกิน ดังนั้นจะต้องใจเย็นและพยายามอย่างค่อยเป็นค่อยไป

จินตนาการเด็กด้านการนอน
ตลอด 1 – 9 เดือนนั้นเด็กจะนอนมากเป็นปกติแต่พอเริ่ม 1 ขวบปี จะมีจินตนาการเด็กด้านการนอนที่เปลี่ยนไป การนอนกลางวันจะสั้นลง และสามารถตื่นได้นานขึ้น ดังนั้นในวัยนี้ควรให้นอนวันละ 2 ครั้งประมาณ 20-30 นาทีก็เพียงพอแล้วในตอนกลางวัน ในเวลาที่เหลือควรปล่อยให้แกได้ออกมาเล่นเพื่อจินตนาการในด้านอื่น ๆ แทน ซึ่งไม่ควรที่จะบังคับให้เด็กนอนนะ เพราะอาจจะเสียระบบการทำงานในร่างกายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อในตอนโตได้

จินตนาการด้านการสื่อสาร
ลูกน้อยของคุณจะตอบสนองด้านการฟังมากขึ้น และเริ่มรู้จักชื่อตัวเอง เมื่อถูกเรียกก็จะหันมาตามเสียง เริ่มเข้าใจประโยคคำพูดสั้น ๆ แต่จะต้องมีท่าทางประกอบด้วยนะ จะเป็นการเสริมจินตนาการเด็กให้ดียิ่งขึ้น เด็กจะเข้าใจง่ายกว่าคำพูดเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้จะทำให้เขารู้สึกสนุกสนานไปกับท่าทางที่คุณแสดงด้วย ดังนั้นเด็กในวัยนนี้จะเริ่มคุยเริ่มส่งเสียงเป็นคำมากขึ้น เวลาให้กับแกก็ให้ใช้ท่าทางประกอบด้วยนะ เพื่อที่เด็กจะเข้าใจมากขึ้น เพราะการฝึกจินตนาการเด็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าหากเด็กมีจินตนาการที่ดี ก็จะทำให้โตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ การรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ก็จะทำได้เร็วขึ้น ดังนั้นส่วนใหญ่เด็กที่ฉลาดนั้นล้วนแล้วแต่มีจินตนาการที่ดีมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นอย่าละเลยในส่วนนี้เลยนะ

ปัจจุบันนั้นมีมูลนิธิมากมายที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้พิการทางสังคม ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้เป็นมูลนิธิไม่แสวงหากำไร เน้นช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็มีมิจฉาชีพหลายคนเลยทีเดียว ที่ใช้ช่องทางนี้หลอกลวงเงินผู้ใจบุญ เพื่อเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง ดังนั้นวันนี้จึงอยากจะมาแนะนำมูลนิธิที่ควรสนับสนุนและไว้ใจได้

มูลนิธิยุวพัฒน์
เป็นโครงการที่ส่งเสริมเด็กเรียนดีแต่ยากไร้ ทำให้ไม่มีโอกาสศึกษาต่อ ดังนั้นมูลนิธินี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทำให้เด็กๆ เหล่านี้มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ซึ่งมูลนิธิยุวพัฒน์นั้นไม่ใช่เพียงแค่หาทุนการศึกษาให้เท่านั้น แต่จะติดตามผลนักเรียนทุนไปตลอด เรียกว่าดูแลในเรื่องการอบรมพื้นฐานทางด้านสังคมด้วย นอกจากเรียนดีแล้วจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมด้วย นอกจากนี้ยังสนับสนุนเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ส่งเสริมให้พวกเขาได้มีโอกาสที่ดีทางสังคม เพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศิลปะและวรรณกรรมให้แก่เด็กๆ อีกทั้งเรายังเชื่อว่าศิลปะและวรรณกรรมคือเครื่องมือสำคัญในการขัดเกลาและปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี การสนับสนุนจากท่านคือแรงช่วยผลักดันให้เด็กๆ เหล่านั้นได้ค้นพบศักยภาพของเขา ไม่ใช่เพียงเท่านี้แต่มูลนิธิยุวพัฒน์นั้นยังเล็งเห็นความสำคัญของแม่พิมพ์แห่งชาติ เพราะถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ ดังนั้นมูลนิธิจึงมีโครงการอบรมเพื่อสร้างครูต้นแบบ เพื่อขยายผลคุณภาพของครูให้มีในสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และน่าสนับสนุน

มูลนิธิเพื่อคนพิการ
เป็นมูลนิธิที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งก่อตั้งจากความศรัทธาและความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมของเหล่าเจ้าน้าที่และคณะกรรมการ ทำให้มูลนิธิดำเนินงานมาด้วยดีตลอด ซึ่งเด็กๆ ในมูลนิธิคนพิการนั้นได้รับการพัฒนาจกากเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เด็กบางส่วนมีผู้ปกครองแต่ไม่สามารถฝึกหรือพัฒนาให้พวกเขาสามารถช่วยตัวเองได้ ดังนั้นมูลนิธิเพื่อเด็กพิการจึงมีความสำคัญมาก แต่เจ้าหน้าที่ทำงานหนักมากเพราะจำนวนเด็กมีมาก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและสถานที่ จึงไม่สามารถขยับขยายหรือเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอกับปริมาณเด็กที่มีอยู่ในมูลนิธิ และเป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน ต่อมาเมื่อมีการดำเนินงานอย่างจริงจัง และมีระบบการทำงานที่ดีขึ้น เพื่อความยั่งยืนในการช่วยเหลือเด็กสมองพิการ ดังนั้นศูนย์ฟื้นฟูเด็กพิการ จึงได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อเด็กพิการที่ถูกต้อง และขยายการดูแลในไลน์ของการฟื้นฟูเด็กสมองพิการจึงนับว่าเป็นจุดก่อเกิดของมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ โดยมีโรงพยาบาลเลิศสินเป็นผู้ที่ให้ที่ยืมสถานที่พัก ซึ่งมูลนิธิต้องการปัจจัยในการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่ต่างเหน็ดเหนื่อยกันมาก และตั้งใจที่จะทำให้มูลนิธิยังคงอยู่ต่อไป